โปราณสถานสำคัญของโรงเรียน
สระล้างดาบศรีปราชญ์
สระล้างดาบศรีปราชญ์เป็นสระโบราณของเมืองนครศรีธรรมราช ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือบริเวณหลังโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราชเล่าลือต่อกันมาว่าสระล้างดาบที่ใช้ประหารชีวิตท่านศรีปราชญ์
ศรีปราชญ์เป็นกวีเอกแห่งกรุงศรีอยุธยา มีชีวิตรุ่งเรืองในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่เนื่องจากการทำผิดกฎมณเฑียรบาลจึงได้ถูกเนรเทศมาอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช ต่อมาได้ประพฤติมิชอบกับนางสนมของเจ้าพระนคร จึงถูกสั่งประหารชีวิต เมื่อประหารชีวิตศรีปราชญ์แล้วเพชฌฆาตได้นำดาบไปล้างในสระแห่งนี้
ก่อนศรีปราชญ์จะถูกประหารชีวิต ขณะที่ถูกมัดตรึงกับหลักประหารนั้น ศรีปราชญ์ได้เขียนโคลงอธิฐานบทหนึ่งบนพื้นทรายเมืองนครเป็นครั้งสุดท้ายว่า
ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน
เราก็ศิษย์อาจารย์ หนึ่งบ้าง
เราผิดท่านประหาร เราชอบ
เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนี้คืนสนอง

เมื่อพระนารายณ์ทรงทราบก็พิโรธมาก ทรงลงพระราชอาญาประหารชีวิตเจ้าพระยานคร ด้วยความเล่มเดียวกันกับที่ใช้ประหารชีวิตศรีปราชญ์
สระล้างดาบศรีปราชญ์แต่เดิมเป็นสระ
ทีใหญ่มากกินบริเวณกว้าง กล่าวคือมีอาณา
เขตตั้งแต่หลังจวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชในปัจจุบันถึงโรงเรียนอนุบาลนคร
ศรีธรรมราช ต่อมาเทศบาลเมืองนคร
ศรีธรรมราชถมสระดังกล่าวเพื่อทำถนน
จึงเหลือสระล้างดาบศรีปราชญ์บริเวณหลังโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราชได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ทีใหญ่มากกินบริเวณกว้าง กล่าวคือมีอาณา
เขตตั้งแต่หลังจวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชในปัจจุบันถึงโรงเรียนอนุบาลนคร
ศรีธรรมราช ต่อมาเทศบาลเมืองนคร
ศรีธรรมราชถมสระดังกล่าวเพื่อทำถนน
จึงเหลือสระล้างดาบศรีปราชญ์บริเวณหลังโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราชได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เกี่ยวกับความเป็นมาของสระล้างดาบศรีปราชญ์นี้หลักฐานยังคลุมเครือไม่แน่ชัด เพราะว่ามีนักประวัติศาสตร์ชาวนครฯ บางท่านแย้งว่าสระบริเวณหลังโรงเรียนกัลยาณี
ศรีธรรมราชที่เรียกว่า สระล้างดาบศรีปราชญ์นั้นเพิ่งขุดขั้นในปี พ.ศ.2488 เพื่อเป็นการ
รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการเสด็จพระราชทานเพลิงศพเจ้าจอมมารดาน้อยใหญ่ในรัชกาล 3และศพท่านผู้หญิงซึ่งเป็นมารดาของพระยาสุธรรมมนตรี (หนูพร้อม) เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อขุดสระขึ้นแล้วได้ปลูกบัวและทำเรือขนาดเล็ก
(นั่ง2-3คน) พร้อมด้วยพายไว้ในสะนั้น สำหรับเจ้านายฝ่ายในหรือพระราชโอรสที่ยังทรงพระเยาว์จะได้ทรงพายเรือเล่น หาใช่สระที่เนื่องมาจากสระล้างดาบศรีปราชญ์ไม่
ศรีธรรมราชที่เรียกว่า สระล้างดาบศรีปราชญ์นั้นเพิ่งขุดขั้นในปี พ.ศ.2488 เพื่อเป็นการ
รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการเสด็จพระราชทานเพลิงศพเจ้าจอมมารดาน้อยใหญ่ในรัชกาล 3และศพท่านผู้หญิงซึ่งเป็นมารดาของพระยาสุธรรมมนตรี (หนูพร้อม) เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อขุดสระขึ้นแล้วได้ปลูกบัวและทำเรือขนาดเล็ก
(นั่ง2-3คน) พร้อมด้วยพายไว้ในสะนั้น สำหรับเจ้านายฝ่ายในหรือพระราชโอรสที่ยังทรงพระเยาว์จะได้ทรงพายเรือเล่น หาใช่สระที่เนื่องมาจากสระล้างดาบศรีปราชญ์ไม่
อย่างไรก็ตาม สระบริเวณหลังโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราชก็ยังคงเป็นสถานที่ซึ่งเป็นอนุสรณ์ ในการประหารชีวิตศรีปราชญ์เพียงแห่งเดียวในจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นสถานที่เคารพสักการะของเราชาวกัลยาณี
ศรีธรรมราช และชาวเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่สืบไป
ศรีธรรมราช และชาวเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่สืบไป
พระวิหารสูง
ภายในบริเวณโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช เขต2 มีพระวิหารสูง อยู่ทางมุมด้านตะวันตกเฉียงใต้ “พระวิหารสูง” เป็นวิหาร ตั้งอยู่บนเนินดินสูงเรียกกันว่า “เนินเลือด” เนินเลือดนี้เล่ากันว่าเป็นหลุมฝังศพทหารพม่าที่เสียชีวิตคราวยกทัพมารบไทย สมัยสงคราม 9 ทัพ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอมฟ้าจุฬาโลกมหาราช พ.ศ.2328 ชาวนครศรีธรรมราช ได้สู้รบ และฆ่าทหารพม่าตายเป็นจำนวนมาก เมื่อทัพพม่าแตกหนีไปแล้วจึงขุดหลุมใหญ่ฝังศพพม่า ร่มกันไว้ที่แห่งนี้โดยขุดดินถมปากหลุมไว้เป็นเนินสูงบ้างก็เล่าว่า “เนินเลือด” เป็นจุดรบที่ดุเดือดที่สุด เป็นฐานที่ตั้ง ปืนใหญ่ และที่แห่งนี้ทหารพม่าได้เสียชีวิตมากจนเลือดไหลนองไปทั่วเนินโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวนครศรีธรรมราช ได้จดจำวีรกรรมของพระเพ็ชรดาปลัดเมืองแม่ทัพไทย ผู้ทำการป้องกันรักษาเมืองและสู้รบจนตัวตายบนเนินนี้ด้วย
หลังจากเสด็จศึกพม่าไปนานหลายสิบปี เนินดินที่กลายเป็นที่รกร้าง มีต้นไม้ปกคลุมหนาแน่น ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้ เพราะกล่าวกันว่าผีดุ ต่อมาเมื่อเจ้าพระยานคร(น้อย) ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพระยานครศรีธรรมราชมีฐานะเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ประสงค์ที่จะสร้างขวัญกำลังใจให้ชาวเมืองอย่าได้หวาดกลัวผีพม่ามาหลอกหลอน จึงมีดำริให้สร้างพระพุทธรูปบนเนินดินนั้น เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นประทับนั่งขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 5 ศอก สูง 8 ศอก ใช้ช่างฝีมือพื้นบ้านประสมด้วยฝีมือช่างอยุธยาสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2377 คนทั้งหลายเรียกกัน ว่า “พระสูง” และสร้างวิหารสำหรับประดิษฐานรูปนี้ขึ้นเป็นอาคารก่ออิฐ ถือปูน หลังคา เครื่องไม้รูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนปลาย ผนังด้านในวาดภาพดอกไม้ร่วง ชาวบ้าน เรียกว่า “หอพระสูง” ซึ่งเข้าใจว่าคงจะเรียกกันตามลักษณะการก่อสร้างเพราะสร้างบนเนินดินสูงถึง 2.10 เมตร
วิหารพระสูงแห่งนี้ กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาเล่มที่98 ตอนที่ 63 วันที่8 เมษายน พ.ศ.2524





